02 532 4444
ติดต่อสอบถาม 02 532 4444
หน้าแรก / บทความสุขภาพ / ไข้ดิน โรคใกล้ตัวที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว
ไข้ดิน โรคใกล้ตัวที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว
23 เมษายน 2026

ในช่วงฤดูฝน หรือหลังน้ำท่วมขัง หลายคนอาจกังวลเรื่องโรคระบาดต่าง ๆ แต่มีโรคหนึ่งที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่มีความรุนแรงสูง และพบได้ในประเทศไทยเป็นประจำ นั่นคือ “โรคไข้ดิน” หรือเมลิออยด์โดสิส (Melioidosis) โรคนี้ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด เพราะเชื้อสามารถอยู่ใน “ดินและน้ำ” ที่เราสัมผัสในชีวิตประจำวัน

โรคไข้ดินคืออะไร ?
โรคไข้ดินเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei พบมากในดิน และน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อน เช่น ประเทศไทย

ช่องทางการติดเชื้อหลัก

  • สัมผัส : เชื้อเข้าทางบาดแผล หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ
  • สูดดม : หายใจเอาฝุ่นดินที่มีเชื้อเข้าไป (มักพบหลังฝนตก)
  • รับประทาน : ดื่มน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน

สถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย (ปี 2569)
ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา พบผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสมแล้ว มากกว่า 700 ราย และมีผู้เสียชีวิต 23 ราย ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงค่อนข้างสูง โดยมีอัตราป่วยตายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 39%

พื้นที่ที่พบผู้ป่วยมากที่สุดยังคงเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสัมผัสดิน และน้ำตามธรรมชาติในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก

ในด้านกลุ่มเสี่ยงพบว่าโรคนี้มักเกิดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือผู้ที่ต้อง สัมผัสดิน และน้ำเป็นประจำ เช่น ทำนา ทำสวน หรือทำงานกลางแจ้ง

ทำไมโรคนี้ถึงอันตราย ?
หนึ่งในข้อมูลสำคัญคือ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมงแรก หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด (Septicemia) อีกทั้งโรคนี้ยังถูกเรียกว่า “โรคที่ถูกมองข้าม” เพราะอาการคล้ายโรคอื่น เช่น ปอดอักเสบ หรือวัณโรค

สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
อาการของโรคไข้ดินมีความหลากหลาย และอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้หลายคนมองข้ามในช่วงแรก โดยสามารถแบ่งลักษณะอาการได้ดังนี้

แบบเฉียบพลัน
มักเริ่มด้วยอาการไข้สูงต่อเนื่องนานหลายวัน ร่วมกับอาการไอ มีเสมหะ และหายใจเหนื่อย ซึ่งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่

แบบเรื้อรัง
ผู้ป่วยบางรายอาจมีฝีหนองตามผิวหนัง หรือมีการติดเชื้อภายในอวัยวะ เช่น ตับ ปอด หรือม้าม โดยอาการจะค่อย ๆ เป็นและยืดเยื้อ

แบบรุนแรง
ในกรณีที่เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ความดันโลหิตต่ำ และมีความเสี่ยงเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ใครเสี่ยงมากที่สุด?
แม้โรคไข้ดินจะพบมากในกลุ่มเกษตรกร แต่ในความเป็นจริง คนทั่วไปก็มีความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรครุนแรงขึ้น

กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1)
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

นอกจากนี้ คนในเมืองก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะหากมีบาดแผลแล้วไปสัมผัสน้ำขัง หรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ ก็สามารถติดโรคได้เช่นกัน

ความเสี่ยงในเด็ก
แม้โรคนี้จะพบในผู้ใหญ่เป็นหลัก แต่ในเด็กก็สามารถเกิดได้เช่นกัน โดยอาการที่พบได้บ่อย และค่อนข้างเฉพาะ คือ ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูอักเสบเป็นฝี ซึ่งมีรายงานว่าสามารถพบได้ถึงประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยเด็ก

วิธีป้องกันที่สำคัญ
การป้องกันถือเป็นหัวใจหลักของการลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้ดิน เพราะเมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว อาจมีความรุนแรง และต้องใช้การรักษาเฉพาะทาง ดังนั้นการดูแลตัวเองตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก

  • สวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง : หากต้องสัมผัสดิน หรือลุยน้ำขัง ควรสวมรองเท้าบูท และถุงมือยาง เพื่อลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง
  • ใส่ใจบาดแผลเล็ก ๆ : หากมีแผล ควรปิดให้มิดชิดก่อนลงน้ำ หรือสัมผัสดิน และหลังจากทำกิจกรรมควรรีบล้างทำความสะอาดทันที เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • รักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ : เลือกดื่มน้ำสะอาด และล้างมือ ล้างเท้าด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสดิน หรือน้ำ เพื่อป้องกันเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

ควรพบแพทย์เมื่อไร ?
หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2–3 วัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติสัมผัสดิน หรือลุยน้ำขัง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

สิ่งสำคัญคือควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่า “มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อจากดิน หรือน้ำ” เพื่อช่วยให้แพทย์พิจารณาการตรวจวินิจฉัยได้ตรงจุดมากขึ้น

เนื่องจากเชื้อไข้ดินไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะทั่วไป จำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะทาง และอาจต้องใช้เวลารักษาต่อเนื่อง หากได้รับการรักษาช้า อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

โรคไข้ดินอาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม เช่น การเดินลุยน้ำขัง หรือการสัมผัสดินโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แต่หากเกิดการติดเชื้อขึ้น โรคนี้สามารถลุกลาม และมีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นาน

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด คือการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายอย่างใกล้ชิด หากพบความเสี่ยง หรือมีอาการที่น่าสงสัย การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • กรมควบคุมโรค
  • กองระบาดวิทยา
บทความสุขภาพ
Copyright © 2020 Bcaremedicalcenter. All Rights Reserved.