ในช่วงต้นปี 2569 โรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A) กลายเป็นหนึ่งในโรคที่ถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงประมาณ 2 เท่า
สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากังวล คือไม่ได้เกิดจากอาหารบูดเสียอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เกิดจาก “การปนเปื้อนที่มองไม่เห็น” ในอาหาร และน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เมือง และแหล่งเศรษฐกิจที่มีการบริโภคร่วมกันจำนวนมาก
พื้นที่ที่พบการระบาด และต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนาแน่น นอกจากนี้ ยังพบลักษณะการระบาดเป็น “กลุ่มก้อน” หรือ cluster ซึ่งมักเชื่อมโยงกับแหล่งอาหาร หรือแหล่งน้ำที่ใช้ร่วมกันในวงกว้าง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้ง่าย คือ “ระยะฟักตัวที่ยาว และเงียบ” โดยเชื้อมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 28 วัน และอาจสั้นเพียง 15 วัน หรือยาวได้ถึง 50 วัน ในช่วงเวลานี้ ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้โดยที่ยังไม่มีอาการแสดง
นั่นหมายความว่า ในมื้ออาหารหนึ่งมื้อ เราอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครคือผู้แพร่เชื้อ ทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอกลายเป็นโรคตับอักเสบเอที่สามารถกระจายตัวได้โดยไม่ทันตั้งตัว หากไม่มีการระวังในเรื่องสุขอนามัยอย่างเพียงพอ
เส้นทางการติดต่อ (Fecal-to-Oral)
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรคตับอักเสบเอแพร่กระจายได้ง่าย คือเส้นทางการติดต่อที่เรียกว่า “อุจจาระสู่ปาก” ซึ่งหมายถึงการที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีการปนเปื้อน
ในชีวิตประจำวันการปนเปื้อนเหล่านี้มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น จากมือของผู้เตรียมอาหารที่ล้างไม่สะอาด น้ำแข็ง หรือน้ำดื่มที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงผักสด หรือเครื่องเคียงที่ล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
สิ่งที่ทำให้ต้องระวังเป็นพิเศษคือ เชื้อไวรัสตับอักเสบเอสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี แม้ในอุณหภูมิต่ำอย่างน้ำแข็ง เชื้อก็ยังไม่ถูกทำลาย ทำให้แหล่งที่หลายคนคิดว่าปลอดภัย อาจยังคงเป็นจุดเสี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว
อาการที่ต้องสังเกต
อาการของโรคตับอักเสบเอมักไม่ได้มาแบบชัดเจนตั้งแต่แรก แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นระยะ ซึ่งทำให้หลายคนมองข้ามในช่วงเริ่มต้น
ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายไข้ทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร อาการเหล่านี้ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัด และยังคงใช้ชีวิตตามปกติ
เมื่อโรคดำเนินต่อไป จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ตับอักเสบชัดเจนมากขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากอาการตาเหลือง ตัวเหลือง และปัสสาวะมีสีเข้มคล้าย “น้ำชา” ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าตับเริ่มทำงานผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ ผู้ติดเชื้อบางราย โดยเฉพาะในเด็ก อาจไม่มีอาการแสดงเลย แม้จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ทำให้โรคกระจายตัวในครอบครัว หรือชุมชนโดยไม่รู้ตัว
พฤติกรรมเสี่ยงที่คนเมืองมักมองข้าม
ในยุคที่คนสั่งอาหารเดลิเวอรี (Delivery) มากขึ้น ความเสี่ยงก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
วิธีป้องกัน
การป้องกันโรคตับอักเสบเอสามารถทำได้ไม่ยาก หากเริ่มจากการใส่ใจพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยหลักสำคัญที่ควรจำคือ “สุก สะอาด และล้าง”
การเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะความร้อนสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคได้ ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงอาหารดิบ หรือกึ่งสุก โดยเฉพาะเมนูที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน
นอกจากนี้ ควรระมัดระวังน้ำแข็ง และน้ำดื่มที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถปนเปื้อน และคงอยู่ได้ แม้ในอุณหภูมิต่ำ
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ไม่ควรมองข้ามคือการล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพในการลดการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
วัคซีนทางเลือกที่ป้องกันได้จริง
อีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันโรคตับอักเสบเอที่มีประสิทธิภาพสูง คือการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปวัคซีนตับอักเสบเอจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6–12 เดือน และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนานหลายสิบปี
วัคซีนชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เช่น ผู้ที่รับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหาร รวมถึงผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม ซึ่งหากติดเชื้ออาจมีความรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป การพิจารณาฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมการป้องกัน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรคตับอักเสบเออาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้ความเสี่ยง “ใกล้ตัวมากขึ้น” สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การระวังอาหาร แต่คือการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น…แต่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
กรมควบคุมโรค, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย